การวางระบบน้ำมินิสปริงเกลอร์และน้ำหยดในสวนผลไม้: ประหยัดน้ำ 40% และให้ปุ๋ยแม่นยำ
การให้น้ำแบบแม่นยำด้วยระบบมินิสปริงเกลอร์ (Micro-sprinkler) และระบบน้ำหยด (Drip Irrigation) ช่วยให้พืชได้รับน้ำตรงจุดเขตราก ไม่สูญเสียน้ำไปกับการระเหย และสามารถให้ปุ๋ยไปพร้อมกับน้ำได้
1. การเลือกระบบให้เหมาะกับชนิดพืช
- ระบบน้ำหยด (Drip): เหมาะสำหรับพืชแถว เช่น เมล่อน มะละกอ กล้วย อ้อย ผักสวนครัว ใช้น้ำน้อยมาก (2-8 ลิตร/ชั่วโมง/หัว)
- ระบบมินิสปริงเกลอร์ (Micro-Sprinkler): เหมาะสำหรับไม้ผลทรงพุ่มกว้าง เช่น ทุเรียน มะม่วง ส้ม มะนาว รัศมีการกระจายน้ำ 1.5 - 3 เมตร (อัตราการไหล 60-150 ลิตร/ชั่วโมง)
2. อุปกรณ์สำคัญในระบบส่งน้ำ
- ปั๊มน้ำ (Water Pump): คำนวณอัตราการไหลรวม (Q: ลบ.ม./ชม.) และแรงดันส่งสูง (Head: เมตร) ให้สอดคล้องกับจำนวนหัวจ่ายน้ำ
- กรองเกษตร (Agricultural Filter): ต้องติดตั้งกรองตะแกรงหรือกรองดิสก์ (Disc filter) ขนาดความละเอียดไม่น้อยกว่า 120 mesh เสมอ เพื่อป้องกันเศษทรายและตะไคร่น้ำอุดตันหัวน้ำหยด
- วาล์วระบายอากาศ (Air Release Valve): ติดตั้งที่จุดสูงสุดของแนวท่อเมน เพื่อไล่อากาศในท่อ ป้องกันปรากฏการณ์ Water Hammer
- ชุด Venturi Injector: สำหรับดูดปุ๋ยน้ำและสารละลายธาตุอาหารเข้าสู่ท่อส่งน้ำโดยอัตโนมัติ
3. ขั้นตอนการแบ่งโซนจ่ายน้ำ (Zone Division)
- สวนขนาด 5-10 ไร่ ไม่ควรเปิดรดน้ำพร้อมกันทั้งแปลง เพราะแรงดันน้ำจะไม่เพียงพอ
- ใช้บอลวาล์วหรือโซลินอยด์วาล์วแบ่งแปลงออกเป็น 3-4 โซน เปิดรดน้ำทีละโซน โซนละ 30-45 นาที