การใช้งานโดรนการเกษตร (Agricultural Drone): พ่นปุ๋ยยาแม่นยำ ประหยัดเวลา 10 เท่า
อากาศยานไร้คนขับเพื่อการเกษตร (Agricultural Drone) กำลังเข้ามาพลิกโฉมภาคเกษตรกรรมไทย ช่วยแก้ปัญหาการขาดแคลนแรงงาน ลดการสัมผัสสารเคมีของเกษตรกร และสามารถฉีดพ่นพื้นที่ 1 ไร่ได้ภายในเวลาไม่ถึง 2-3 นาที
1. จุดเด่นของการใช้โดรนเทียบกับแรงงานคน
- ประหยัดเวลา: โดรนขนาดถัง 20-30 ลิตร สามารถพ่นได้ 50-80 ไร่ต่อวัน (แรงงานคนพ่นได้ 10-15 ไร่ต่อวัน)
- ประหยัดน้ำและสารเคมี: หัวฉีดแบบละอองหมอกแรงเหวี่ยง (Centrifugal Nozzle) หรือหัวฉีดแรงดันสูง ช่วยให้ละอองสารขนาด 100-250 ไมครอนเกาะติดใบพืชได้ทั่วถึงทั้งหน้าใบและหลังใบด้วยแรงลมกดจากใบพัด (Downwash)
- ลดการเหยียบย่ำผลผลิต: แปลงนาข้าวหรือไร่ข้าวโพดไม่เกิดความเสียหายจากการเดินลุยของคน
2. ขั้นตอนการวางแผนการบินพ่นยาอัตโนมัติ
- สำรวจและปักหมุดแปลง (Field Mapping): ใช้รีโมตคอนโทรลหรือโดรนสำรวจบินกำหนดขอบเขตแปลง และระบุสิ่งกีดขวาง (เสาไฟ ต้นไม้ใหญ่ อาคาร)
- ตั้งค่าพารามิเตอร์การบิน:
- ความสูงบินเหนือยอดพืช: 1.5 - 2.5 เมตร
- ความเร็วในการบิน: 4 - 6 เมตรต่อวินาที
- ความกว้างของแนวพ่น (Spray width): 4 - 6 เมตร
- การผสมสาร: ลดปริมาณน้ำลง 70-80% แต่คงปริมาณเนื้อสารเคมี/ชีวภัณฑ์ตามอัตราต่อไร่
3. กฎหมายและใบอนุญาตที่ต้องมีในประเทศไทย
- โดรนเกษตรที่มีน้ำหนักเกิน 25 กิโลกรัม ต้องขึ้นทะเบียนเครื่องวิทยุคมนาคมกับ กสทช.
- ขึ้นทะเบียนผู้บังคับอากาศยานไร้คนขับกับ สำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย (CAAT)
- ทำประกันภัยบุคคลภายนอกคุ้มครองวงเงินไม่น้อยกว่า 1,000,000 บาท